
ขอยกมาทบทวนอีกทีว่า อะไรคือเครื่องบ่งชี้ถึงผลของการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ความโกรธน้อยลง เห็นความไม่พอใจและละมันได้เร็วขึ้น เปิดใจ ยอมรับและเข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้น ไม่ตัดสินถูกผิด ดีชั่วผู้อื่น สนใจที่จะมองความผิดพลาดของตน แต่สนใจที่จะมองข้อดีของผู้อื่น เปิดใจรับฟังมากขึ้น[…]

เหตุแห่งทุกข์หนักที่สำคัญคือ ความหลงทะนงตน ความถือดี และความเย่อหยิ่งยะโส นักปฏิบัติไม่ควรมีสิ่งเหล่านี้เด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้ตนทุกข์แล้ว ยังเป็นเหตุแห่งกรรมหนักมากมาย นักปฏิบัติควรมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ดำรงตนอยู่ด้วยความต่ำต้อย ยอมเป็นผู้แพ้ และหัดทำตนให้เป็นนักเรียนอยู่เสมอ

เธอทั้งหลาย จงสำเหนียกให้ดีเถิดว่า หากเธอไม่ดำรงตนอยู่โดยธรรมแล้ว ชีวิตย่อมเป็นไปเพื่อทุกข์โดยถ่ายเดียว แล้วการดำรงอยู่โดยธรรมเป็นอย่างไรเล่า การดำรงอยู่โดยธรรม คือ การดำรงชีวิตอยู่ด้วยความมักน้อย สันโดษ เรียบง่าย พึงพอใจในสิ่งน้อยนิดที่ตนมี[…]

เป้าหมายสูงสุดที่พระพุทธองค์มาจุติก็เพื่อให้มนุษย์พัฒนาตนเองไปจนกลายเป็นชีวิตที่ทรงคุณค่าที่สุดที่สามารถเกื้อกูลช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ได้เมื่อเราเข้าถึงทางสายกลางอย่างแท้จริงเราจะสามารถใช้สมมุติให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นโดยไม่ยึดติดในสมมุตินั้น การที่เราใช้สมมุติไม่เป็น แสดงว่า เราไม่แจ้งความจริงของสมมุตินั้น การที่เราใช้สมมุติได้ดีแต่ยึดติดในสมมุตินั้น แสดงว่าเราไม่เห็นแจ้งความจริงของวิมุตติ

การจะปฏิบัติไม่ว่าแบบใดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้สืบเนื่องซึ่งคือความตั้งมั่น คือสัมมาสมาธิยิ่งการปฏิบัติด้วยสุญญตาด้วยแล้ว ยิ่งต้องอาศัยอินทรีย์ที่แก่กล้ามากอันเป็นวิสัยของโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญมาดีแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราเข้าใจสุญญตาได้ แต่อินทรีย์เรายังไม่พร้อม ตั้งมั่นไม่ได้เราต้องกลับไปดิ้นรนพยายามที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อการได้ดีมีเป็นของตนเสียก่อนจึงจะตั้งมั่นสืบเนื่องได้ เมื่อสามารถเข้าใจวิถีทางทางนี้ได้ อันคือการปฏิบัติด้วยโพธิจิตมันก็เป็นเหตุปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินต่อไปได้ง่ายและถูกตรง

ความหมาย คุณค่า ความเห็น ธรรมลักษณะต่างๆ หรือ Concept ใดๆล้วนเป็นสิ่งสมมุติ ล้วนคือขันธ์ 5 สิ่งสมมุติแม้เป็นเพียงมายาแห่งการปรุงแต่งของจิต คือขันธ์[…]

อะไรล่ะ คือ ไร้ความแบ่งแยกแตกต่างก็สิ่งที่ถูกแบ่งแยกทั้งหลายใช่มั้ยอะไรล่ะ คือ ความเป็นหนึ่งเดียวก็สิ่งที่มีความหลากหลายทั้งหลายใช่มั้ย สัจธรรมทั้งสองคือ สมมุติและวิมุตติ สมมุติและปรมัตถ์ โลกียะและโลกุตตระโลกและธรรม สังสารวัฏและนิพพาน ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันไม่มีสมมุติที่แยกต่างจากวิมุตติ […]

ไตรลักษณ์เป็นธรรมลักษณะของสมมุติทั้งปวงซึ่งโดยปรมัตถ์หรือวิมุตติภาวะแล้วปรากฏการณ์ทั้งหลายล้วนไร้ซึ่งความหมายใดๆ จึงพ้นจากไตรลักษณ์ หากเราไม่รู้แจ้งเห็นจริงในไตรลักษณะของสรรพสิ่ง เราก็จะหลงยึดติดในสมมุติ แต่หากเรารู้แจ้งเห็นจริงในไตรลักษณ์ แต่หลงยึดติดในไตรลักษณะของสรรพสิ่งเราก็จะหลงยึดติดในทิฐิแห่งความมีอยู่จริง อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ บนทางสายกลางอันบริสุทธิ์อยู่แล้วในตัวมันเอง จึงไม่ใช่ความเอนเอียงทั้งสอง

ปรากฏการณ์ทั้งหลายล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัยเพราะเหตุปัจจัยอันหลากหลายประกอบกัน จึงเกิดปรากฏการณ์เช่นนั้นมันมิได้มีคุณค่าหรือความหมายใดๆ ที่แท้จริงนี่คือความหมายของคำว่า “ว่างเปล่าจากตัวตน” การที่อะไรจะเป็นอย่างไร ใครจะแสดงออกอย่างไร มันก็ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยอันหลากหลายที่ไปประกอบนั้น แต่มนุษย์ผู้รับรู้ กลับเอาอัตตาทิฐิอันคับแคบ ไปกำหนดกฎเกณฑ์ตีกรอบการรับรู้นั้นสร้างความหมาย คุณค่า[…]

หน้าที่คือความจำเป็นในสมมุติ ที่ทุกคนต้องเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์ แต่หน้าที่ก็เป็นเพียงสิ่งปรุงแต่ง เป็นมายา เป็นอัตตสภาวะ มิใช่ธรรมชาติอันเป็นแก่นแท้ที่แท้จริง จงหาสมดุลระหว่างความจริงทั้งสองให้ได้ แล้วชีวิตจะเป็นอิสระ และเบิกบาน