
วันที่ 9 เดือน 9 เขาชอบอวยพรกันว่า ขอให้ชีวิต 9 หน้า มันจะก้าวหน้าได้อย่างไร ถ้าไม่ขยัน ขอให้ชีวิต[…]

ยามสูญเสียหรือพลัดพราก จากคนหรือสิ่งของที่เรารัก เป็นอีกโอกาสนึงที่เราจะได้เรียนรู้และพัฒนาตน อย่าปล่อยใจปรุงแต่ง จมไปในความโศกเศร้า เสียใจ หวาดหวั่น หรือความคิดวุ่นวายทั้งหลาย ให้พิจารณาเรียนรู้ความจริงที่กำลังปรากฏ ให้เห็นถึง ความไม่เที่ยงแท้ของชีวิตและทุกๆสิ่ง[…]

คนเรายามเมื่อเจ็บป่วย ต้องหัดพิจารณาให้บ่อยๆ พิจารณาในช่วงที่เจ็บป่วยนี่ล่ะ ให้เห็นแจ้งให้ได้ว่า ร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราควบคุมเขาไม่ได้ไปทุกเรื่อง บทเขาจะเจ็บจะป่วย มันก็มีกระแสเหตุปัจจัยของเขา เราเป็นเพียงเหตุปัจจัยอันเล็กๆของเขาเท่านั้น ให้มองว่า[…]

จงจำไว้ให้มั่นว่าการปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อความได้ ดี มี เป็น หรือเพื่อความพิเศษอันใดทั้งสิ้น นิพพาน ไม่ใช่สภาวะอะไรอันพิเศษที่ใครจะเข้าไปมีไปเป็นแต่นิพพานเป็นธรรมชาติดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วตลอดเวลา แต่ด้วยเพราะความมัวหมองบดบังจิตใจ จิตจึงไม่สามารถแจ้งต่อธรรมชาติอันธรรมดาอยู่แล้วเช่นนั้นได้ นักปฏิบัติที่ปฏิบัติด้วยความหลง[…]

จริงๆแล้ว สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน มิได้ห่างไกลหลุดโลก จนโลกเอื้อมไม่ถึงจนกลายเป็นสิ่งที่พวกเรามักจะคิดว่า มันคนละทางกับโลก ใครจะปฏิบัติต้องทิ้งโลก เพื่อไปสู่นิพพาน แต่ความจริงแล้ว นิพพานมันก็อยู่ท่ามกลางสังสารวัฏนี่ล่ะ โลก กะ[…]

ชีวิตประกอบด้วยกายและจิตเชื่อมต่อสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งภายนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทาง ตา หู จมูก ลิ้น[…]

ประสบการณ์ทุกอย่าง ย่อมถูกเปลี่ยนเป็นปัญญาได้ เมื่อเราสามารถ เปิดใจ เรียนรู้ ยอมรับมันด้วยความอดทน แท้จริงทุกสิ่งเป็นเพียงภาพมายา เราจึงไม่ต้องไปอะไรๆท่ามกลางการปรากฏของมัน แต่บนความเป็นมายานั้น มันก็มีสมมุติอันเป็นมายาซ้อนอยู่ เราจึงต้องเรียนรู้และจัดการมันให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคน[…]

การพิจารณาใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกธรรม เรื่องธรรมคู่ หรือแม้กระทั่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญญตามันเป็นการพิจารณาเพื่อให้เห็นแจ้งในความจริงตามเป็นจริง ผลแห่งการพิจารณาคือจิตใจมันยอมรับมันยอมรับเพราะมันเห็นว่า มันเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง ใครไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เมื่อเห็นความเป็นธรรมดาเช่นนั้น

ทำไมคนเราถึงหลงรักหลงเกลียดสิ่งต่างๆเล่า ก็เพราะคนเราหลงยึดในความพึงพอใจและความไม่พึงพอใจที่ปรากฏ แล้วทำไมคนเราถึงหลงยึดมั่นในความพอใจไม่พอใจที่ปรากฏนั้น โดยภายนอกเพราะเราหลงยึดมั่นความหมายและคุณค่าที่เราปรุงแต่งขึ้นเองต่อสิ่งนั้น ว่ามันจริงๆเช่นนั้น ในขณะเดียวกัน โดยภายในเราก็หลงยึดในอารมณ์ที่พอใจหรือไม่พอใจนั้นโดยความเป็นตัวตนของตน เมื่อสองอัตตาเกิดขึ้น ทุกสิ่งก็ดูจริงไปหมด

เพราะไม่เห็นแจ้งในสภาพดั้งเดิมอันว่างเปล่าจากความเป็นตัวตนใดๆ จึงเกิดอวิชชาความหลงในความเป็นตัวตน เพราะมีอวิชชาความหลงโดยความเป็นตัวตน จึงก่อเกิดอัตตาทิฐิ อันเป็นพื้นฐานในการรับรู้ของสัตว์ เพราะมีอัตตาทิฐิ เป็นพื้นในการรับรู้ จึงนำไปสู่อัตตานุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตน ตัวตนจึงแบ่งได้หลายระดับ จากภายในสู่ภายนอก[…]