
ความจริงนั้นมีสอง คือสมมุติสัจและปรมัตถสัจ แต่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า ผู้รู้ทั้งหลายจะไม่บ่งชี้ลงไปว่า สิ่งทั้งหลายมีอยู่จริง หรือไม่มีอยู่จริง แล้วอะไรจะจริง อะไรจะไม่จริง หากมีจริง ก็มีไม่จริง หากมีไม่จริง[…]

หากบนเส้นทางแห่งความพ้นทุกข์ เรากลับขาดซึ่งความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์เช่นนั้นแล้ว ความพ้นทุกข์แต่เพียงผู้เดียวของเรา จะมีประโยชน์อันใดแก่โลก? หากความพ้นทุกข์ คือการรู้แจ้งหลุดพ้นจากความหลงยึดติดโดยความเป็นตัวตนเช่นนั้นแล้วบนทางเดินนี้ เราจะดำเนินไปด้วยความเห็นแก่ตัวเราเองได้อย่างไร? และหากเราเดินไปบนทางๆนี้ โดยคำนึงถึงแต่เพียงตัวเราเองผู้เดียวเช่นนั้นแล้วแน่ใจหรือว่า เรากำลังดำเนินไปสู่การหลุดพ้น จากการยึดติดโดยความเป็นตัวตน?

หากเธอไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความผิดพลาดของเธอ แล้วแก้ไข มัวแต่หลบหลีก เบี่ยงเบน หรือหาสิ่งดีๆอื่นๆ มากลบเกลื่อน แล้วเธอจะพัฒนาตนไปได้อย่างไร การภาวนา ไม่ใช่แค่เพียงการพยายามรู้แจ้งในเรื่องสัจจะธรรมความจริง หรือพยายามทำดีต่างๆนานา เพื่อมากลบเกลื่อนข้อผิดพลาด[…]

ความหลุดพ้น มันคือ การพ้นจากการหมายมั่นขันธ์โดยความเป็นตัวตนใดๆทั้งสิ้น ดังนั้น มันจะเอาแค่ปัญญานึกคิด จดจำเขามา หรือท่องบ่นเตือนสติมิได้ ไม่ว่าจะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตนที่แท้จริง หรือแม้กระทั่ง[…]

บนการหลุดพ้น มันต้องเกิดจากคุณธรรมสองสิ่งประสานกัน คือสติรู้แยกแยะได้ และปัญญาแจ้งชัดตามความเป็นจริงเมื่อปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่งปรากฏต่อการรับรู้ในปัจจุบันขณะหากเราไม่มีสติรู้เท่าทันปรากฏการณ์นั้นเราก็จะหลงปรุงต่อปรากฏการณ์นั้น จนเกิดความหมายและคุณค่ามากมาย และหลงยึดมั่นถือมั่นมันในที่สุด แม้หากเรารู้เท่าทันว่าอะไรกำลังปรากฏ แต่เราไม่รู้แจ้งในความเป็นจริงของมัน เราก็จะหลงปรุงต่อปรากฏการณ์นั้น และยึดมั่นถือมั่นมันในที่สุด อีกเช่นกัน[…]

จิตเดิมแท้มันกว้าง ไร้ขอบเขตจำกัดอัปมัญญาและมหาสุญญตามันก็กว้าง ไร้ขอบเขตไร้ประมาณเช่นกัน จิตที่หลงอัตตามันแคบ จดจ่อ จดจมอยู่กับอารมณ์ที่มันรับรู้ความหลงตนมันก็แคบ จดจ่อ สนใจอยู่แค่ตัวเองเท่านั้น เช่นกัน แต่อย่าได้เข้าใจผิด ไปหลงพยายามทำจิตให้มันกว้างเพราะความกว้างของจิตคือธรรมชาติเดิมที่มีอยู่แล้วในจิตแต่ความแคบของจิตเกิดจากความหลงอัตตาตัวตน

ระวังนะ กิเลสสมัยนี้มันเก่ง มันชอบเอาความดีมาอ้าง บ้างก็เอาธรรมะชั้นสูงมาอ้างเพื่อจะได้ทำอะไรตามความอยากของตัวเองมันก็มีแต่ขาดทุนเท่านั้น ความดีก็ไม่เกิดธรรมก็ไม่เจริญมีแต่กิเลสงอกงามเท่านั้น

หากเธอยังไม่สามารถเห็นแจ้งได้ว่า ปรากฏการณ์ทั้งหลายเป็นเพียงรูป เจตสิก จิต เธอก็ต้องหัดพิจารณาให้เห็นให้ได้ว่า ปรากฏการณ์ทั้งหลายล้วนเกิดจากจิตนี้เอง จิตเป็นผู้สร้างคุณค่าและความหมายแห่งปรากฏการณ์ทั้งหมดนั้นขึ้น ซึ่งการจะเห็นเช่นนั้นได้ เธอก็ต้องมีสติรู้จักเท่าทันรูป เจตสิก และจิตเสียก่อน[…]

บนการปรากฏขึ้นของปรากฏการณ์ เธอมองเห็นมันเป็นปรากฏการณ์จริงๆ หรือเห็นว่ามันเป็นเพียงรูป เจตสิก จิต หากเธอมองเห็นได้ว่าปรากฏการณ์ที่ปรากฏอยู่นั้น เป็นเพียงการประกอบกันของรูป เจตสิก จิต แล้วเธอเห็นแจ้งด้วยปัญญาได้มั้ยว่า มันเป็นมายา[…]

สิ่งที่ 2 ที่คนเราชอบก่อทุกข์ก่อโทษให้แก่ตนและผู้อื่น คือ ด่วนสรุป คนสมัยนี้ แม้กระทั่งนักปฏิบัติ ชอบหลงยึดเสมอว่า ตนเข้าใจ ตนรู้ ตนรู้แล้ว[…]