
จริงๆแล้ว สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน มิได้ห่างไกลหลุดโลก จนโลกเอื้อมไม่ถึงจนกลายเป็นสิ่งที่พวกเรามักจะคิดว่า มันคนละทางกับโลก ใครจะปฏิบัติต้องทิ้งโลก เพื่อไปสู่นิพพาน แต่ความจริงแล้ว นิพพานมันก็อยู่ท่ามกลางสังสารวัฏนี่ล่ะ โลก กะ[…]

ชีวิตประกอบด้วยกายและจิตเชื่อมต่อสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งภายนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทาง ตา หู จมูก ลิ้น[…]

ประสบการณ์ทุกอย่าง ย่อมถูกเปลี่ยนเป็นปัญญาได้ เมื่อเราสามารถ เปิดใจ เรียนรู้ ยอมรับมันด้วยความอดทน แท้จริงทุกสิ่งเป็นเพียงภาพมายา เราจึงไม่ต้องไปอะไรๆท่ามกลางการปรากฏของมัน แต่บนความเป็นมายานั้น มันก็มีสมมุติอันเป็นมายาซ้อนอยู่ เราจึงต้องเรียนรู้และจัดการมันให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคน[…]

การพิจารณาใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกธรรม เรื่องธรรมคู่ หรือแม้กระทั่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญญตามันเป็นการพิจารณาเพื่อให้เห็นแจ้งในความจริงตามเป็นจริง ผลแห่งการพิจารณาคือจิตใจมันยอมรับมันยอมรับเพราะมันเห็นว่า มันเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง ใครไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เมื่อเห็นความเป็นธรรมดาเช่นนั้น

ทำไมคนเราถึงหลงรักหลงเกลียดสิ่งต่างๆเล่า ก็เพราะคนเราหลงยึดในความพึงพอใจและความไม่พึงพอใจที่ปรากฏ แล้วทำไมคนเราถึงหลงยึดมั่นในความพอใจไม่พอใจที่ปรากฏนั้น โดยภายนอกเพราะเราหลงยึดมั่นความหมายและคุณค่าที่เราปรุงแต่งขึ้นเองต่อสิ่งนั้น ว่ามันจริงๆเช่นนั้น ในขณะเดียวกัน โดยภายในเราก็หลงยึดในอารมณ์ที่พอใจหรือไม่พอใจนั้นโดยความเป็นตัวตนของตน เมื่อสองอัตตาเกิดขึ้น ทุกสิ่งก็ดูจริงไปหมด

เพราะไม่เห็นแจ้งในสภาพดั้งเดิมอันว่างเปล่าจากความเป็นตัวตนใดๆ จึงเกิดอวิชชาความหลงในความเป็นตัวตน เพราะมีอวิชชาความหลงโดยความเป็นตัวตน จึงก่อเกิดอัตตาทิฐิ อันเป็นพื้นฐานในการรับรู้ของสัตว์ เพราะมีอัตตาทิฐิ เป็นพื้นในการรับรู้ จึงนำไปสู่อัตตานุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตน ตัวตนจึงแบ่งได้หลายระดับ จากภายในสู่ภายนอก[…]

ปัญหาของการสลายกรอบแห่งอัตตาตัวตนที่สำคัญคือเราไม่รู้เท่าทันความเป็นจริงยามเมื่อมันปรากฏ นักปฏิบัติน่าจะเคยได้ยินและพิจารณามากันพอสมควรแล้วว่า สิ่งทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตน(หากยังไม่เคยก็หัดไปศึกษาพิจารณาเสียก่อน ให้จิตมันยอมรับให้ได้) แต่แม้พิจารณาได้ จนเกิดความเข้าใจแจ่มชัด จนคิดว่าจิตมันยอมรับแล้ว นั่นมันยังเป็นของปลอม มันยอมรับได้แค่ความคิด หรือที่เราเรียกว่า ปัญญาสัญญาเราจึงต้องนำความรู้ความเข้าใจหรือสัญญานั้นมาภาวนาอีกทีหนึ่ง[…]

มนุษย์หลงเข้าไปหมายมั่นในปรากฏการณ์แห่งเหตุปัจจัยนั้น แล้วให้ความหมายให้คุณค่าแก่มัน บนพื้นฐานแห่งความหลงเดิมๆของตน เมื่อหลงหมายมั่นก็ยึดมั่นถือมั่นมันว่าเป็นจริงๆ เช่นนั้น สร้างกรอบแห่งอัตตาตัวตนอันแข็งกร้าวขึ้น และหากยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น ก็ปรุงแต่งต่อเติมด้วยสัญญาความหลงเดิมๆสร้างความยึดมั่นอันรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆจนกลายเป็นทิฐิมานะ สร้างตัวกูอันใหญ่โตขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ตนก็จะถูกขังไว้ในโลกอันคับแคบและบอบบางที่ตนได้หลงสร้างขึ้นเองกระแสเหตุปัจจัยถูกกลบเกลื่อน[…]

ผลหนึ่งของการปฏิบัติธรรมก็คือการยอมรับโลกตามเป็นจริงและสามารถสอดคล้องกับมันให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ แต่การที่คนเราจะยอมรับเช่นนั้นได้ มันไม่ใช่ง่าย มันขึ้นอยู่กับความหลงที่เขายึดและกำลังบารมีที่เขามี ดังนั้นเราจึงต้องพากเพียรเสริมสร้างบารมีเพื่อให้มีกำลังพอที่จะสอดคล้องกับความจริงของโลกให้ได้

ชีวิตคนเราเหมือนกับต้นไม้เล็กๆ ที่ขึ้นในดินที่ยังไม่อุดมสมบูรณ์ มันเป็นหน้าที่ของต้นไม้นั้นที่จะต้องเจริญเติบโต จนแผ่กิ่งก้านสาขา ให้ร่มเงา ให้หมากผล เพื่อประโยชน์แก่สัตว์และต้นไม้อื่นต่อไป ยามเหตุปัจจัยเหมาะสมก็ทิ้งใบ คายอ๊อกซิเจน ลงสู่พื้นดินและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้อากาศดีขึ้น[…]