ความอิจฉา

ถาม: เวลาเราเห็นคนอื่นที่เขาร่ำรวย อยู่สุขสบาย มีทุกอย่างที่ต้องการ เราควรอิจฉามั้ย

ตอบ:

ไม่มีสิ่งใดในโลกทั้งสามนี้ที่ควรอิจฉา

ความอิจฉาเป็นกิเลสของเราที่รู้สึกอึดอัดขัดใจในความมีดีได้ดีของผู้อื่น ซึ่งเป็นผลจากการปรุงแต่งอันยาวเหยียดจากความหลงของตัวเราเอง

คนเรา ยิ่งติดจมอยู่ในความสุขสบาย โก๋เก๋ หรือแม้กระทั่งเกียรติยศชื่อเสียงมากเท่าไร จิตใจภายในย่อมอ่อนแอ ทุกข์ง่ายและรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

ความสุขในโลกนั้นอยู่ไปนาน มีผลสุขน้อยนิด ฉาบฉวย และเป็นเปลือกมาก
แต่โทษของมันนั้นร้ายแรง ทำให้ขาดสติ ขาดปัญญา กระพือความยึดมั่นถือมั่นให้มากและแน่นหนามากขึ้น
ผลคือทุกข์ย่อมรุนแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณ

ความสุขทางธรรมกลับตรงกันข้ามในทุกแง่มุม

ความอิจฉาเป็นมโนกรรม เมื่อสะสมมากขึ้นก็กลายเป็นริษยา ถ้ายังไม่ยอมหยุด ก็อาจเบียดเบียนผู้อื่นทางกายและวาจา ก่อกรรมก่อเวรแก่ผู้อื่นได้และหากไปทำร้ายเขา ความอิจฉาซึ่งเป็นอารมณ์อันไร้สาระเล็กๆนั้นก็จะเป็นเหตุนำไปสู่นรก

แล้วทำไมคนเราถึงอิจฉารุนแรง
นั่นก็เพราะความเอาแต่ใจตนเอง หลงสิ่งฉายฉวยของโลก ถูกตามใจจนเคยตัว ไม่เคยผิดหวัง จนสร้างมานะให้ใหญ่ขึ้น หลงตนเก่ง ดี สวย รวย ฯลฯหากมีคนอื่นที่ไม่เห็นค่าตน หรือใครเห็นคนอื่นดีกว่าตน ก็จะขัดเคือง ก่อความอิจฉาขึ้น

ทั้งหมดไม่มีอะไรเลย นอกจากจิตใจที่อ่อนแอ หลงอารมณ์ของโลกจนขาดการหักห้ามใจ ซึ่งมีอยู่กลาดเกลื่อนในสังคมปัจจุบัน

ยาแก้ความอิจฉาคือความพอเพียง พึ่งพอใจในสิ่งเล็กๆที่ตนมี และหัดยินดีในความดีของผู้อื่น

Comments are closed