เรื่องของอริยภูมิต่างๆนั้นเป็นวิถีของจิตล้วนๆไม่เกี่ยวกับรูปหรือกาย
ที่ชอบพูดกันไปต่างๆนานา ว่า
- ผู้หญิงเป็นไม่ได้บ้าง
- ผู้บรรลุอรหันต์แล้วถ้าไม่บวชต้องตายภายในเจ็ดวันบ้าง
- พระโพธิสัตว์ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้นบ้าง
- ไม่อยากเป็นโพธิสัตว์เพราะต้องกลับมาเกิดอีก
- ฯลฯ
นั่นล้วนเป็นการปรุงแต่งไปจากโลกียวิสัย ที่ยังข้องอยู่ในอัตตาทิฐิ ทั้งสิ้น
ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องของจิตที่บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์แค่ไหนเท่านั้น
ในบรรดาผู้เลิศทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพระอริยะ พระโพธิสัตว์ พระปัจเจกพุทธะ หรือพระพุทธเจ้าเอง ก็ล้วนเป็นเรื่องของจิต จิตที่สติปัญญาแตกต่างกันไปหลากหลาย ซึ่งจะไม่ขอกล่าวตรงนี้
แต่ที่อยากชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญคือ
แต่ละภูมิมันบงชี้ให้เห็นว่าท่านมีความมัวหมอง(กิเลส และอวิชชา) ที่เบาบางต่างกันไป และแม้ในแต่ละภูมิก็ยังแบ่งแยกออกเป็นหลายระดับ
แต่ทั้งหมดมันคือเรื่องของจิต พลังจิตและสติปัญญา ไม่เกี่ยวกับกาย
จะผู้หญิง ผู้ชาย บวช ไม่บวช ต่างล้วนมีพุทธะภาวะอยู่ภายในอยู่แล้วทุกคน มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ หรือใครจะสร้างขึ้น
เพียงแต่ จิตนั้นจะมีสิ่งมัวหมองเบาบางแค่ไหน ยิ่งเบาบางเท่าไรก็จะค่อยๆเข้าไปเห็นแจ้งถึงความจริงแท้ที่มีอยู่แล้วภายในเท่านั้น จนที่สุดก็คือการแจ้งต่อพุทธภาวะอันเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วนั้น
ในอีกแง่หนึ่ง มันจึงไม่ใช่การที่ใครจะไปเป็นอะไร
ผู้ที่จะเข้าสู่ความเป็นเลิศต่างๆนั้น ย่อมต้องหมดสิ้นสักกายทิฐิก่อนเป็นอันดับแรก ตัวท่านเองจึงไม่รู้สึกว่าท่านเป็นอะไรทั้งสิ้น มันจะเห็นแต่ขันธ์ห้าและกิเลสเครื่องมัวหมอง ตัวไหนยังมีอยู่ ตัวไหนหมดสิ้นไปเท่านั้น
หากใครยังหลงคิดว่าตนเป็นอะไร เป็นพระอริยะขั้นไหน นั่นเขายังไม่ผ่านโลกียวิสัยไปได้ หรือที่เรียกว่า โคตรภูญาณ ยังไม่เกิด ก็แค่ปุถุชนเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ไม่ต้องสงสัยลังเลว่า เป็นหญิงแล้วทำไม่ได้ ไม่บวชแล้วบรรลุไม่ได้ มันอาจจะเกี่ยวทางอ้อมเพราะเป็นเพศที่มีอุปสรรคมากหน่อย ยากหน่อย แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้
หากสนใจธรรมในพุทธศาสนา ก็ขอให้นำธรรมนั้นมาปฏิบัติ ปรับปรุงแก้ไขตน ตั้งแต่หยาบๆที่เราเห็นได้ไปเรื่อยๆเพื่อสิ่งมัวหมองทั้งหลายจะได้เบาบางลง แล้วทุกคนก็จะสามารถบังเกิดความรู้แจ้งได้ทั้งสิ้น

Comments are closed