หากคนเราจะมัวแต่เอาถูกเอาผิด อยากได้กลัวเสีย มีสูงมีต่ำ มีชนะมีแพ้ มันก็ยังตกอยู่ในวังวนของตัวตนทั้งสิ้น ซึ่งนั่นล่ะเป็นเหตุแห่งทุกข์ตัวร้าย
การละวางตัวตนจะเกิดขึ้นได้ เราต้องเข้าใจแจ้งชัดถึงความไร้สาระแก่นสารของธรรมคู่ทั้งหลายเหล่านี้
เมื่อแจ้งชัดถึงความไม่มี-ดี ไม่มี-ไม่ดี ไม่มี-ได้ ไม่มี-เสีย ไม่มี-ชนะ ไม่มี-แพ้ ไม่มี-ถูก ไม่มี-ผิด ที่แท้จริง จนละวางมันได้
มันก็จะไม่มีเราผู้ยึดติดในทิฐิเหล่านี้
เมื่อไม่มีเราที่ยึดติดในทิฐิเหล่านี้ มันก็ไม่หนักไปด้วยคุณค่า เกียรติ และศักดิ์ศรีทั้งหลาย ที่คนเราชอบแบกกันไว้
ทุกข์มันก็เบาลงไปมากโข
ตัวตนมันก็หดเล็กลง
อาการหนึ่งที่สำคัญของตัวตน มันก็คือการหลงยึดอยู่ในสิ่งเหล่านี้
เพราะมีอดีตสัญญาที่สะสมทับซ้อน ถูกยึดซ้อนยึดไว้มากมาย มันจึงหลงจริงจังกับสิ่งเหล่านี้ จนมองไม่เห็นว่ามันไร้สาระแก่นสารใดๆทั้งสิ้น
ความหลงว่า สิ่งเหล่านี้มันจริงแท้นั่นล่ะคือ อัตตาทิฐิ
การเข้าใจแจ้งชัดว่าสิ่งเหล่านี้มันไร้สาระแก่นสาร นั่นล่ะ คือ สัมมาทิฐิ
เราจึงต้องเรียนรู้พิจารณา จนเกิดสัมมาทิฐิให้ได้เป็นเบื้องต้น
เราถึงจะมีกำลังที่เข้มแข็งพอที่จะละวางความหลงยึดติดในสิ่งเหล่านี้ได้ในเบื้องปลาย
หาก คิดยังคิดไม่ได้
จิตยังไม่ยอมรับ
ยังหลงยึดมั่นถือมั่นอยู่ในสิ่งเหล่านี้อย่างเหนียวแน่น
มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะถอดถอนความยึดติดในเกียรติ ศักดิ์ศรี ความดี และมานะที่เรามี
ทุกข์และอุปกิเลสตัวร้ายทั้งหลายก็จะคอยเผาใจของเราอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
แต่หากจิตมันยอมรับและสามารถปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ได้
ความทุกข์จะเบาลงเยอะ
แล้วเราจะมีพลังและมีอิสระ ที่จะเลือกประกอบสิ่งที่ดีงามให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ต่อไป
ดังนั้นจงพากเพียรพิจารณาให้มากเถิด อย่ามัวปั้นอากาศเป็นตัวกันอยู่เลย
พระพุทธองค์ท่านเคยตรัสไว้ว่า
“สัตว์มันดีกว่ามนุษย์ตรงที่มันแบกแค่กิน และกาม
แต่มนุษย์ต้องแบกเกียรติ แบกศักดิ์ศรี เพิ่มขึ้นไปอีก”
ทั้งๆที่มันไม่ได้มีความจริงแท้อะไรเลย
นอกจากจิตเราเองที่ปรุงแต่งหลอกตัวเราเอง
แต่มันก็ยังหลง “กูยอมไม่ได้” อยู่อย่างนั้น
ช่างน่าเวทนาจริงๆ
Comments are closed